Mindle Academy
← กลับหน้าหลัก

RESEARCH NOTES

หลักการที่ใช้เป็นแนวทางออกแบบ Mindle Chunk Method™

Mindle นำแนวคิดจากงานวิจัยด้านภาษาและการเรียนรู้มาประกอบการออกแบบประสบการณ์ใช้งาน โดยเน้นประโยคที่ใช้เป็นกลุ่มคำ บริบทจริง การใช้ซ้ำ และการเรียกข้อมูลกลับจากความจำ

ขอบเขตของหลักฐาน

งานด้านล่างสนับสนุนหลักการพื้นฐานที่ใช้ในการออกแบบ ไม่ใช่การทดลองประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ Mindle Family English โดยตรง และไม่ใช่คำรับรองว่าผู้ใช้ทุกคนจะได้ผลลัพธ์เท่ากัน

1. Formulaic language และการประมวลผลภาษาเป็นกลุ่มคำ

งานวิชาการแยกความหมายของ formulaic sequences อย่างระมัดระวัง และอธิบายว่ากลุ่มคำบางชนิดอาจทำหน้าที่เป็นหน่วยที่ผู้เรียนเก็บหรือประมวลผลร่วมกันได้ แนวคิดนี้เป็นที่มาของการจัดประโยคพร้อมใช้เป็น chunks แทนการนำคำศัพท์เดี่ยวมาประกอบสดทุกครั้ง

Myles & Cordier (2017), Cambridge University Press →

2. Usage based learning และการใช้ภาษาในบริบทซ้ำ

แนวคิด usage based มองว่าความถี่ ประสบการณ์การใช้ และความสัมพันธ์ระหว่างรูปภาษา ความหมาย และหน้าที่สื่อสาร มีบทบาทต่อการเรียนรู้ Mindle จึงจัดภาษาไว้ตามกิจวัตรที่เกิดซ้ำ เช่น ตอนตื่น แปรงฟัน กินข้าว และก่อนนอน

Behrens (2015), Language and Cognition →

3. Retrieval practice และการเรียกข้อมูลกลับมาใช้

งานทบทวนด้านความจำพบว่าการพยายามเรียกข้อมูลกลับจากความจำช่วยการคงอยู่ระยะยาวได้ดีกว่าการอ่านซ้ำอย่างเดียว แนวคิดนี้เป็นที่มาของขั้น Recall ในระบบ โดยผู้ใช้ค่อยๆ ลองนึกประโยคก่อนเปิดดูคำตอบ

Roediger & Butler (2011), Trends in Cognitive Sciences / PubMed →

4. ช่วงวัยกับความสามารถเรียนรู้ภาษา

หลักฐานไม่ได้ชี้ว่าความสามารถเรียนรู้ภาษาหยุดลงเมื่อพ้นวัยเด็กเล็ก งานจากผู้พูดภาษาอังกฤษจำนวนมากพบว่าความสามารถเรียนรู้ไวยากรณ์ยังอยู่ในระดับสูงถึงช่วงปลายวัยรุ่น ขณะเดียวกันงานทบทวนด้านพัฒนาการสมองอธิบายว่าภาษาประกอบด้วย sensitive periods หลายช่วงซึ่งต่อเนื่องไปถึงวัยเด็กตอนปลาย ประสบการณ์และระยะเวลาที่ได้ใช้ภาษายังคงมีผลต่อผลลัพธ์

Hartshorne, Tenenbaum & Pinker (2018), Cognition →
Romeo (2019), Journal of Speech, Language, and Hearing Research →

Mindle Chunk Method™: Situation → Ready Chunk → Listen → Recall → Use

กลับไปดู Mindle Family English →